คดีปราสาทเขาพระวิหาร พ.ศ. 2550
คดีนี้มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2447 ถึง พ.ศ. 2451 ประเทศฝรั่งเศสมีฐานะเป็นรัฐผู้อารักขากัมพูชา ได้ทำสัญญากับราชอาณาจักรสยามอยู่หลายฉบับ แต่มีสัญญาอยู่ฉบับหนึ่งที่เป็นต้นเหตุของปัญหานี้ คือ สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ร.ศ. 122 มีความตกลงอยู่ว่า พรมแดนที่เป็นปัญหาให้ถือเอาสันปันน้ำเป็นเกณฑ์ในการแบ่งเขตแดน และให้แต่งตั้งคณะกรรมการปักบันเขตแดน เพื่อได้ทำการสำรวจบริเวณพื้นที่แถบนั้น[2]
ต่อมาในปี พ.ศ. 2450 ทางการสยามได้ขอให้ทางฝรั่งเศสทำแผนที่พรมแดน ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ขึ้นจำนวนหนึ่ง หนึ่งในนั้นเป็นแผนที่ที่ฝรั่งเศสลากเส้นเอาเขาพระวิหาร ซึ่งอยู่ในความครอบครองของราชอาณาจักรสยาม ไปอยู่ในฝั่งเขตแดนกัมพูชาของทางฝรั่งเศสด้วย โดยมิได้ยึดแนวสันปันน้ำเป็นเกณฑ์ (แผนที่นี้ต่อมาเรียกว่า "แผนที่ผนวก 1" (Annex I map) )
กระนั้น สยามไม่ได้คัดค้านแผนที่นั้นภายในเวลาอันสมควร คณะกรรมการฝ่ายไทยไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เลย แม้จะไม่ได้แสดงการยอมรับ แต่ก็ไม่ได้ทำการคัดค้านว่าแผนที่ฉบับที่มีปัญหานั้นไม่ถูกต้อง ท่านเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นคือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ตรัสขอบใจราชทูตฝรั่งเศสผู้นำส่งแผนที่นั้น และผู้ว่าราชการจังหวัดก็มิได้ทำการทักท้วง[2] ต่อมา มีการประชุมคณะกรรมการที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2452 โดยใช้แผนที่ผนวก 1 นี้เป็นหลัก ก็ไม่มีผู้คัดค้าน
ปี พ.ศ. 2468 มีการจัดทำสนธิสัญญาระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส โดยมีการอ้างอิงถึงเขตแดนดังกล่าว และในการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อปี พ.ศ. 2490 รัฐบาลไทยไม่ได้ประท้วงประเด็นดังกล่าว[2] นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2473 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จไปเขาพระวิหาร โดยมีผู้สำเร็จราชการฝรั่งเศสรับเสด็จในฐานะทรงเยือนจังหวัดหนึ่งของกัมพูชา[2] แม้ในระหว่าง พ.ศ. 2477-2478 มีการสำรวจพบว่ามีความแตกต่างระหว่างเส้นพรมแดนในแผนที่และแนวสันปันน้ำจริง และได้มีการทำแผนที่อื่น ๆ ซึ่งแสดงว่าปราสาทดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรสยาม แต่สยามยังคงใช้และจัดพิมพ์แผนที่ที่แสดงว่าพระวิหารตั้งอยู่ในกัมพูชาต่อไป[2] เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิจารณาว่า รัฐบาลไทยขณะนั้นได้ยอมรับ (acquiese) ว่า ฝรั่งเศส มีอำนาจอธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นเวลายาวนานถึง 50 ปีมาแล้ว ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ว่าด้วยหลักกฎหมายปิดปาก (estoppel)
ปี พ.ศ. 2501 หลังจากกัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส จึงเริ่มมีข้อขัดแย้งเรื่องเขตแดนรอยต่อระหว่างไทยกับกัมพูชา จนกระทั่งเจ้านโรดมสีหนุ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาขณะนั้น นำเรื่องขึ้นเสนอสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2502 โดยใช้แผนที่ผนวก 1 เป็นหลักฐานสำคัญ ซึ่งแม้เส้นเขตแดนบนแผนที่จะไม่ได้ใช้สันปันน้ำเป็นเกณฑ์ แต่แผนที่ฉบับนี้ไม่เคยถูกคัดค้านจากรัฐบาลสยามและไทยมาก่อน
ดังนั้นในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จึงได้ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9ต่อ 3 นอกจากนั้นยังตัดสินด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 5 ให้ประเทศไทยส่งคืนโบราณวัตถุที่นำออกมาจากปราสาทเขาพระวิหารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นปีที่
คําพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ต่อคดีตีความข้อพิพาทบนปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
ส่วนแรก เป็นข้อปฏิบัติการ เป็นส่วนของคำพิพากษาที่ผูกพันคู่กรณี ซึ่งมี 2 ข้อ 1.ศาลลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าศาลมีอำนาจตามข้อ 60 ของธรรมนูญศาลโลก เพื่อพิจารณาคำขอตีความคำพิพากษาเมื่อปี ค.ศ.1962 ของประเทศกัมพูชา และคำขอนี้รับฟังได้ 2.ศาลได้ชี้ขาดเป็นเอกฉันท์ โดยอาศัยการตีความคำพิพากษา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1962 ว่า คำพิพากษาดังกล่าว ศาลได้ตัดสินว่ากัมพูชามีอธิปไตยเหนือดินแดนทั้งหมดของยอดเขาพระวิหาร
ดังที่นิยามไว้ใน วรรค 98 ของคำพิพากษานี้ และโดยเหตุนี้ ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องถอนทหาร ตำรวจ หรือผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลของไทย ที่ส่งไปประจำอยู่ที่บริเวณนั้น
สำหรับคำว่า "ยอดเขา" เป็นคำแปลชั่วคราว ที่มาจากคำภาษาอังกฤษว่า "Promontory" ซึ่งที่คำแปลชั่วคราวว่า ยอดเขาก็เพราะยังหาคำที่เหมาะสมที่สุดไม่ได้ แต่สื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญบางคนใช้คำว่า "ชะง่อนผา" ในชั้นนี้ ทางคณะทีมกฎหมายจะรับไปพิจารณาต่อไป แต่ทั้งนี้ ยังไม่ระบุใช้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ต้องขออนุญาตใช้คำว่า "ยอดเขา" ไปก่อน อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตด้วยว่า ในคำแถลงของผู้พิพากษาชาวญี่ปุ่น ชาวโมร็อกโก และอินเดีย ที่ระบุถึงวรรค 98 ไว้ ซึ่งเป็นหมายความว่า วรรค 98 เป็นส่วนหนึ่งของส่วนที่ตัดสินซึ่งผูกพันกับคู่กรณีด้วย
ส่วนที่สอง เป็นคำพิพากษาที่เป็นเหตุผล มีทั้งหมด 8 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ 1 วันที่ข้อพิพาทปรากฏชัด โดยศาลเห็นว่าข้อพิพาทปรากฏชัดในช่วงปี พ.ศ.2550-2551 ซึ่งศาลฟังคำต่อสู้ของฝ่ายไทย
ประเด็นที่ 2 เขตอำนาจศาล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.มีข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีหรือไม่ เกี่ยวกับความหมายและขอบเขตของคำพิพากษา ซึ่งศาลเห็นว่ามีข้อพิพาทจริง ในชั้นนี้ ศาลชี้แจงไว้ว่า ตัวบทที่เป็นภาษาฝรั่งเศสตามข้อ 60 ของธรรมนูญศาลโลก ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษคือว่า "Dispute"หรือแปลเป็นไทยคือ "ข้อพิพาท" นั้นมีความหมายกว้างกว่าคำเดียวกัน ตามข้อ 36 วรรค 2 ของธรรมนูญศาลโลก ที่ว่าด้วยอำนาจศาลในกรณีปกติ ทำให้ต้องตีความกว้างกว่าคำว่า "Dispute" ในข้อ 36 วรรค 2 นั่นเอง ดังนั้น ศาลจึงตัดสินว่าในกรณีนี้มีข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีว่าด้วยขอบเขตหรือคำพิพากษา เมื่อปี 1962 ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาลฟังคำต่อสู้ของทางฝ่ายกัมพูชา อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ศาลใช้ ไม่ใช่เหตุผลของทางฝ่ายกัมพูชา เพราะเป็นเหตุผลของศาลเอง
2.ข้อพิพาทดังกล่าวอยู่ในประเด็นใดบ้าง ซึ่งศาลเห็นว่ามีข้อพิพาทอยู่ 3 ประเด็น คือ 1.คำพิพากษาในปี 1962 ศาลได้ตัดสินโดยมีผลผูกพันหรือไม่ ว่าเส้นบนแผนที่ 1:200,000 เป็นเขตแดนระหว่างคู่กรณีในบริเวณปราสาท 2.ประเด็นความหมายและขอบเขตของข้อความว่า บริเวณใกล้เคียงบนดินแดนของกัมพูชา 3.ประเด็นลักษณะของพันธกรณีของไทยที่จะต้องถอนกำลังตามวรรค 2 ของข้อบทปฏิบัติการของคำพิพากษา เมื่อปี 1962
ประเด็นที่ 3 คำขอของกัมพูชารับฟังได้หรือไม่ ศาลเห็นว่าคำขอของกัมพูชารับฟังได้ เพราะคู่กรณีมีความเห็นต่างกันในเรื่องของความหมายและขอบเขตของคำพิพากษาเมื่อปี 1962 จึงมีความจำเป็นต้องตีความวรรค 2 ของข้อบทปฏิบัติการของคำพิพากษาดังกล่าว รวมทั้งผลทางกฎหมายของสิ่งที่ศาลกล่าว เกี่ยวกับเส้นบนแผนที่ 1:200,000
ประเด็นที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างคำพิพากษาเมื่อปี 1962 ที่เป็นเหตุผล และในส่วนของที่เป็นข้อบทปฏิบัติการ ศาลยืนยันหลักการตามแนวคำพิพากษาของศาลที่มีอยู่ว่า จะตีความส่วนที่เป็นเหตุผลได้ก็ต่อเมื่อส่วนนั้นแยกไม่ได้จากส่วนข้อบทปฏิบัติการ แต่ศาลไม่ได้ชี้ขาดในประเด็นนี้ เพียงแต่ระบุว่า ศาลจะพิจารณาส่วนที่เป็นเหตุผลของคำพิพากษาเมื่อปี 1962 เท่าที่ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการตีความที่ควรจะเป็นของส่วนข้อบทปฏิบัติการเท่านั้น
ประเด็นที่ 5 วิธีการทั่วไปของการตีความ ดังนี้ 1.ในการตีความศาลจะต้องเคารพและอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่เรียกที่ได้รับการตัดสินในคำพิพากษาที่ตีความ กล่าวคือจะต้องเคารพขอบเขตที่ได้รับการตัดสินในคำพิพากษา ในเมื่อปี 1962 2.ศาลไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่ในข้อต่อสู้ของคู่กรณี ซึ่งศาลอาจหาเหตุผลมาแทนได้ 3.คำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรและด้วยวาจาของคู่กรณีในคดีเดิม
จำต้องมาพิจารณาในการตีความ ก็จะทำให้เห็นว่าคู่กรณีได้เสนอหลักฐานใดต่อศาล และตั้งประเด็นต่อศาลอย่างไร 4.ในการตีความศาลมีดุลพินิจจำกัดอยู่ภายในขอบเขตของคำขอของคู่กรณีในคดีเดิมตามที่ศาลเข้าใจ และศาลในวันนี้ไม่สามารถวินิจฉัยขอบเขตอำนาจนี้ใหม่ได้ 5.คำสรุปย่อต้นคำพิพากษา ไม่สามารถนำมาร่วมการพิจารณาตีความได้ 6.ข้อเท็จจริงที่อยู่หลังคำพิพากษาและพฤติกรรมของคู่กรณีหลังคำพิพากษา ในปี1962 ไม่อาจนำมาตีความในการพิจารณาคำพิพากษาดังกล่าวได้
ประเด็นที่ 6 เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลตีความ ดังนี้ 1.ศาลตีความว่า คำพิพากษาปี 1962 มีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ 1.ศาลในปี1962 ไม่ได้ตีความเรื่องเขตแดน ซึ่งศาลรับฟังข้อต่อสู้ของฝ่ายไทย 2.แผนที่ 1:200,000 มีบทบาทหลักในการให้เหตุผลของศาล ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลรับฟังข้อต่อสู้ของฝ่ายกัมพูชา อย่างไรก็ดี บทบาทหลักจำกัดเฉพาะในบริเวณพิพาทในกรณีเดิมเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาลรับฟังข้อต่อสู้ของฝ่ายไทย 3.อาณาบริเวณปราสาท หรือ region of the temple นั้นมีพื้นที่จำกัดมาก และศาลในปี 1962 ได้วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องแผนที่ 1:200,000 เฉพาะในบริเวณพิพาทเท่านั้น แม้ว่าเส้นเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าวจะยาวกว่า 100 กิโลเมตร ก็ตาม
โดยศาลได้ตีความในความหมายของส่วนของข้อปฏิบัติการเมื่อปี 1962 ศาลได้เริ่มต้นว่า ข้อบทปฏิบัติการในปี 1962 ทั้ง 3 วรรคต้องนำมาพิจารณาพร้อมกันทั้งหมด โดยศาลได้ตีความในวรรค 1 ว่า ความหมายของวรรค 1 มีความชัดเจน เพราะชี้ขาดตามคำเรียกร้องหลักของกัมพูชาในคดีเดิมว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ภายในอธิปไตยของกัมพูชา
ส่วนในวรรค 2 ศาลได้ตีความโดยระบุดินแดนของกัมพูชาที่ไทยต้องถอนกำลังออก โดยอ้างอิงถึงบุคลากรของไทยที่ได้ส่งไปประจำอยู่ จึงต้องดูหลักฐานคดีเดิมว่ากำลังของไทยตั้งอยู่ที่ใด ซึ่งคำให้การของนายเฟรเดอริค อัครมัน ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์สันปันน้ำ ในคดีเดิมเมื่อปี 2504 ซึ่งได้ชี้แจงระบุชัดเจนถึงที่ตั้งกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดน และอย่างน้อยศาลในวันนี้เห็นว่าบริเวณใกล้เคียงตัวปราสาทจะต้องรวมที่ตั้งของกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนไทยตามคำให้การดังกล่าว ซึ่งที่ตั้งนั้นอยู่ทิศเหนือของเส้นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2505 ซึ่งเป็นการกำหนดภายหลังคำพิพากษา ซึ่งอยู่ใต้เส้นเขตแดนบนแผนที่ 1:200,000 ดังนั้น เส้นมติ ครม.จึงไม่อาจเป็นขอบเขตของบริเวณใกล้เคียงตามความหมายวรรค 2ได้
อีกทั้งศาลในปี 1962 ตีความโดยการอภิปรายพื้นที่รอบปราสาท โดยใช้ลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นหลัก แต่ศาลในวันนี้ตีความว่า พื้นที่พิพาทในกรณีเดิมแคบและจำกัดอย่างชัดเจนด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ ในทางทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ส่วนทางทิศเหนือจำกัดโดยขอบเขตของดินแดนกัมพูชา ตามที่ศาลชี้ในส่วนของเหตุผลของคำพิพากษา เมื่อปี 1962 ส่วนบริเวณใกล้เคียงปราสาทศาลตีความว่า จำกัดอยู่เฉพาะยอดเขาพระวิหารเท่านั้น การตีความเช่นนี้ศาลได้ให้เหตุผลว่า
1.พื้นที่บริเวณปราสาทไม่รวมภูมะเขือ เพราะภูมะเขือกับยอดเขาพระวิหารเป็นพื้นที่ที่มีภูมิศาสตร์แยกออกจากกัน นอกจากนี้ ไม่มีพยานหลักฐานใดในคดีเดิมที่ชี้ว่ามีทหารไทยอยู่ที่ภูมะเขือในสมัยนั้นจริง ดังนั้น ศาลจึงสรุปว่าภูมะเขือไม่รวมอยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงตัวปราสาทในคดีเดิม
นอกจากนี้ ศาลยังให้เหตุผลในการตีความเช่นนี้ว่า การตีความของกัมพูชาในปัจจุบันที่อ้างพื้นที่ที่อยู่ระหว่างเส้น 1:200,000 กับเส้นสันปันน้ำตามที่ฝ่ายไทยเสนอ เมื่อศาลในปี 1962 ไม่ได้สนใจเรื่องสันปันน้ำว่าอยู่ที่ไหน จึงเป็นไปไม่ได้ที่ศาลในวันนี้จะนึกถึงสันปันน้ำเป็นบริเวณใกล้เคียง
ดังนั้น ศาลจึงสรุปว่า ศาลในปี 1962 เข้าใจว่าบริเวณใกล้เคียงบนดินแดนของกัมพูชาว่าจำกัดอยู่เพียงยอดเขาพระวิหารและพื้นที่ดังกล่าวจะต้องเล็ก แคบ และจำกัด ดังนั้น ศาลจึงชี้ขาดว่าไทยต้องถอนบุคลากรทั้งหมดออกจากดินแดนทั้งหมดของยอดเขาพระวิหาร ซึ่งอธิบายขอบเขตไว้ในวรรค 98 แต่ศาลไม่ได้แนบแผนที่ประกอบ จึงไม่มีเส้นให้เห็นได้ ซึ่งศาลรับทราบข้อต่อสู้ของไทย ว่าเป็นการยากที่จะถ่ายทอดเส้นบนแผนที่1:200,000 ลงบนพื้นที่จริง
แต่ประเด็นนี้ศาลในปี 1962 ไม่ได้พิจารณา จึงอยู่นอกอำนาจศาลในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี คู่กรณีจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในปัจจุบันโดยสุจริต และการถ่ายทอดเส้นแผนที่ 1:200,000 ลงพื้นที่จริงได้ ไม่อาจดำเนินการฝ่ายเดียวได้
ส่วนประเด็นความเชื่อมโยงในวรรค 2 กับส่วนที่เหลือของข้อบทปฏิบัติการ ซึ่งศาลตีความว่า ดินแดนพื้นที่เล็กๆ ที่เป็นบริเวณใกล้เคียงตามวรรค 2ตามข้อบทปฏิบัติการในปี 1962 นั้นมีขนาดเท่ากับอาณาบริเวณในวรรค 3 และมีขนาดเท่ากับในวรรค 1 ของข้อบทปฏิบัติการ ซึ่งทั้งหมดมีขนาดเท่ากับยอดเขาพระวิหารที่ศาลได้อธิบายไว้วรรคที่ 98 ของคำพิพากษาฉบับปัจจุบัน
ประเด็นที่ 7 เป็นประเด็นที่ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยมี 2 ประเด็น คือ 1.ประเด็นว่าศาลในปี 1962 ได้กำหนดเส้นเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาโดยมีผลผูกพันหรือไม่ 2.พันธกรณีของการถอนกำลังทหารของไทยเป็นพันธกรณีต่อเนื่องตามความหมายของคำขอของกัมพูชาหรือไม่ ซึ่งทั้ง 2ประเด็นนี้ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย
ประเด็นที่ 8 ประเด็นที่ศาลระบุเพิ่มเติม โดยศาลระบุว่า ไทย-กัมพูชาต้องร่วมมือกัน อีกทั้งต้องร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อปกป้องปราสาทในฐานะที่เป็นมรดกโลก และจำเป็นต้องให้มีทางเข้าปราสาทจากที่ราบในฝั่งกัมพูชา
ส่วนแรก เป็นข้อปฏิบัติการ เป็นส่วนของคำพิพากษาที่ผูกพันคู่กรณี ซึ่งมี 2 ข้อ 1.ศาลลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าศาลมีอำนาจตามข้อ 60 ของธรรมนูญศาลโลก เพื่อพิจารณาคำขอตีความคำพิพากษาเมื่อปี ค.ศ.1962 ของประเทศกัมพูชา และคำขอนี้รับฟังได้ 2.ศาลได้ชี้ขาดเป็นเอกฉันท์ โดยอาศัยการตีความคำพิพากษา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1962 ว่า คำพิพากษาดังกล่าว ศาลได้ตัดสินว่ากัมพูชามีอธิปไตยเหนือดินแดนทั้งหมดของยอดเขาพระวิหาร
ดังที่นิยามไว้ใน วรรค 98 ของคำพิพากษานี้ และโดยเหตุนี้ ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องถอนทหาร ตำรวจ หรือผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลของไทย ที่ส่งไปประจำอยู่ที่บริเวณนั้น
สำหรับคำว่า "ยอดเขา" เป็นคำแปลชั่วคราว ที่มาจากคำภาษาอังกฤษว่า "Promontory" ซึ่งที่คำแปลชั่วคราวว่า ยอดเขาก็เพราะยังหาคำที่เหมาะสมที่สุดไม่ได้ แต่สื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญบางคนใช้คำว่า "ชะง่อนผา" ในชั้นนี้ ทางคณะทีมกฎหมายจะรับไปพิจารณาต่อไป แต่ทั้งนี้ ยังไม่ระบุใช้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ต้องขออนุญาตใช้คำว่า "ยอดเขา" ไปก่อน อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตด้วยว่า ในคำแถลงของผู้พิพากษาชาวญี่ปุ่น ชาวโมร็อกโก และอินเดีย ที่ระบุถึงวรรค 98 ไว้ ซึ่งเป็นหมายความว่า วรรค 98 เป็นส่วนหนึ่งของส่วนที่ตัดสินซึ่งผูกพันกับคู่กรณีด้วย
ส่วนที่สอง เป็นคำพิพากษาที่เป็นเหตุผล มีทั้งหมด 8 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ 1 วันที่ข้อพิพาทปรากฏชัด โดยศาลเห็นว่าข้อพิพาทปรากฏชัดในช่วงปี พ.ศ.2550-2551 ซึ่งศาลฟังคำต่อสู้ของฝ่ายไทย
ประเด็นที่ 2 เขตอำนาจศาล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.มีข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีหรือไม่ เกี่ยวกับความหมายและขอบเขตของคำพิพากษา ซึ่งศาลเห็นว่ามีข้อพิพาทจริง ในชั้นนี้ ศาลชี้แจงไว้ว่า ตัวบทที่เป็นภาษาฝรั่งเศสตามข้อ 60 ของธรรมนูญศาลโลก ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษคือว่า "Dispute"หรือแปลเป็นไทยคือ "ข้อพิพาท" นั้นมีความหมายกว้างกว่าคำเดียวกัน ตามข้อ 36 วรรค 2 ของธรรมนูญศาลโลก ที่ว่าด้วยอำนาจศาลในกรณีปกติ ทำให้ต้องตีความกว้างกว่าคำว่า "Dispute" ในข้อ 36 วรรค 2 นั่นเอง ดังนั้น ศาลจึงตัดสินว่าในกรณีนี้มีข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีว่าด้วยขอบเขตหรือคำพิพากษา เมื่อปี 1962 ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาลฟังคำต่อสู้ของทางฝ่ายกัมพูชา อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ศาลใช้ ไม่ใช่เหตุผลของทางฝ่ายกัมพูชา เพราะเป็นเหตุผลของศาลเอง
2.ข้อพิพาทดังกล่าวอยู่ในประเด็นใดบ้าง ซึ่งศาลเห็นว่ามีข้อพิพาทอยู่ 3 ประเด็น คือ 1.คำพิพากษาในปี 1962 ศาลได้ตัดสินโดยมีผลผูกพันหรือไม่ ว่าเส้นบนแผนที่ 1:200,000 เป็นเขตแดนระหว่างคู่กรณีในบริเวณปราสาท 2.ประเด็นความหมายและขอบเขตของข้อความว่า บริเวณใกล้เคียงบนดินแดนของกัมพูชา 3.ประเด็นลักษณะของพันธกรณีของไทยที่จะต้องถอนกำลังตามวรรค 2 ของข้อบทปฏิบัติการของคำพิพากษา เมื่อปี 1962
ประเด็นที่ 3 คำขอของกัมพูชารับฟังได้หรือไม่ ศาลเห็นว่าคำขอของกัมพูชารับฟังได้ เพราะคู่กรณีมีความเห็นต่างกันในเรื่องของความหมายและขอบเขตของคำพิพากษาเมื่อปี 1962 จึงมีความจำเป็นต้องตีความวรรค 2 ของข้อบทปฏิบัติการของคำพิพากษาดังกล่าว รวมทั้งผลทางกฎหมายของสิ่งที่ศาลกล่าว เกี่ยวกับเส้นบนแผนที่ 1:200,000
ประเด็นที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างคำพิพากษาเมื่อปี 1962 ที่เป็นเหตุผล และในส่วนของที่เป็นข้อบทปฏิบัติการ ศาลยืนยันหลักการตามแนวคำพิพากษาของศาลที่มีอยู่ว่า จะตีความส่วนที่เป็นเหตุผลได้ก็ต่อเมื่อส่วนนั้นแยกไม่ได้จากส่วนข้อบทปฏิบัติการ แต่ศาลไม่ได้ชี้ขาดในประเด็นนี้ เพียงแต่ระบุว่า ศาลจะพิจารณาส่วนที่เป็นเหตุผลของคำพิพากษาเมื่อปี 1962 เท่าที่ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการตีความที่ควรจะเป็นของส่วนข้อบทปฏิบัติการเท่านั้น
ประเด็นที่ 5 วิธีการทั่วไปของการตีความ ดังนี้ 1.ในการตีความศาลจะต้องเคารพและอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่เรียกที่ได้รับการตัดสินในคำพิพากษาที่ตีความ กล่าวคือจะต้องเคารพขอบเขตที่ได้รับการตัดสินในคำพิพากษา ในเมื่อปี 1962 2.ศาลไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่ในข้อต่อสู้ของคู่กรณี ซึ่งศาลอาจหาเหตุผลมาแทนได้ 3.คำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรและด้วยวาจาของคู่กรณีในคดีเดิม
จำต้องมาพิจารณาในการตีความ ก็จะทำให้เห็นว่าคู่กรณีได้เสนอหลักฐานใดต่อศาล และตั้งประเด็นต่อศาลอย่างไร 4.ในการตีความศาลมีดุลพินิจจำกัดอยู่ภายในขอบเขตของคำขอของคู่กรณีในคดีเดิมตามที่ศาลเข้าใจ และศาลในวันนี้ไม่สามารถวินิจฉัยขอบเขตอำนาจนี้ใหม่ได้ 5.คำสรุปย่อต้นคำพิพากษา ไม่สามารถนำมาร่วมการพิจารณาตีความได้ 6.ข้อเท็จจริงที่อยู่หลังคำพิพากษาและพฤติกรรมของคู่กรณีหลังคำพิพากษา ในปี1962 ไม่อาจนำมาตีความในการพิจารณาคำพิพากษาดังกล่าวได้
ประเด็นที่ 6 เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลตีความ ดังนี้ 1.ศาลตีความว่า คำพิพากษาปี 1962 มีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ 1.ศาลในปี1962 ไม่ได้ตีความเรื่องเขตแดน ซึ่งศาลรับฟังข้อต่อสู้ของฝ่ายไทย 2.แผนที่ 1:200,000 มีบทบาทหลักในการให้เหตุผลของศาล ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลรับฟังข้อต่อสู้ของฝ่ายกัมพูชา อย่างไรก็ดี บทบาทหลักจำกัดเฉพาะในบริเวณพิพาทในกรณีเดิมเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาลรับฟังข้อต่อสู้ของฝ่ายไทย 3.อาณาบริเวณปราสาท หรือ region of the temple นั้นมีพื้นที่จำกัดมาก และศาลในปี 1962 ได้วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องแผนที่ 1:200,000 เฉพาะในบริเวณพิพาทเท่านั้น แม้ว่าเส้นเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าวจะยาวกว่า 100 กิโลเมตร ก็ตาม
โดยศาลได้ตีความในความหมายของส่วนของข้อปฏิบัติการเมื่อปี 1962 ศาลได้เริ่มต้นว่า ข้อบทปฏิบัติการในปี 1962 ทั้ง 3 วรรคต้องนำมาพิจารณาพร้อมกันทั้งหมด โดยศาลได้ตีความในวรรค 1 ว่า ความหมายของวรรค 1 มีความชัดเจน เพราะชี้ขาดตามคำเรียกร้องหลักของกัมพูชาในคดีเดิมว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ภายในอธิปไตยของกัมพูชา
ส่วนในวรรค 2 ศาลได้ตีความโดยระบุดินแดนของกัมพูชาที่ไทยต้องถอนกำลังออก โดยอ้างอิงถึงบุคลากรของไทยที่ได้ส่งไปประจำอยู่ จึงต้องดูหลักฐานคดีเดิมว่ากำลังของไทยตั้งอยู่ที่ใด ซึ่งคำให้การของนายเฟรเดอริค อัครมัน ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์สันปันน้ำ ในคดีเดิมเมื่อปี 2504 ซึ่งได้ชี้แจงระบุชัดเจนถึงที่ตั้งกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดน และอย่างน้อยศาลในวันนี้เห็นว่าบริเวณใกล้เคียงตัวปราสาทจะต้องรวมที่ตั้งของกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนไทยตามคำให้การดังกล่าว ซึ่งที่ตั้งนั้นอยู่ทิศเหนือของเส้นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2505 ซึ่งเป็นการกำหนดภายหลังคำพิพากษา ซึ่งอยู่ใต้เส้นเขตแดนบนแผนที่ 1:200,000 ดังนั้น เส้นมติ ครม.จึงไม่อาจเป็นขอบเขตของบริเวณใกล้เคียงตามความหมายวรรค 2ได้
อีกทั้งศาลในปี 1962 ตีความโดยการอภิปรายพื้นที่รอบปราสาท โดยใช้ลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นหลัก แต่ศาลในวันนี้ตีความว่า พื้นที่พิพาทในกรณีเดิมแคบและจำกัดอย่างชัดเจนด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ ในทางทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ส่วนทางทิศเหนือจำกัดโดยขอบเขตของดินแดนกัมพูชา ตามที่ศาลชี้ในส่วนของเหตุผลของคำพิพากษา เมื่อปี 1962 ส่วนบริเวณใกล้เคียงปราสาทศาลตีความว่า จำกัดอยู่เฉพาะยอดเขาพระวิหารเท่านั้น การตีความเช่นนี้ศาลได้ให้เหตุผลว่า
1.พื้นที่บริเวณปราสาทไม่รวมภูมะเขือ เพราะภูมะเขือกับยอดเขาพระวิหารเป็นพื้นที่ที่มีภูมิศาสตร์แยกออกจากกัน นอกจากนี้ ไม่มีพยานหลักฐานใดในคดีเดิมที่ชี้ว่ามีทหารไทยอยู่ที่ภูมะเขือในสมัยนั้นจริง ดังนั้น ศาลจึงสรุปว่าภูมะเขือไม่รวมอยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงตัวปราสาทในคดีเดิม
นอกจากนี้ ศาลยังให้เหตุผลในการตีความเช่นนี้ว่า การตีความของกัมพูชาในปัจจุบันที่อ้างพื้นที่ที่อยู่ระหว่างเส้น 1:200,000 กับเส้นสันปันน้ำตามที่ฝ่ายไทยเสนอ เมื่อศาลในปี 1962 ไม่ได้สนใจเรื่องสันปันน้ำว่าอยู่ที่ไหน จึงเป็นไปไม่ได้ที่ศาลในวันนี้จะนึกถึงสันปันน้ำเป็นบริเวณใกล้เคียง
ดังนั้น ศาลจึงสรุปว่า ศาลในปี 1962 เข้าใจว่าบริเวณใกล้เคียงบนดินแดนของกัมพูชาว่าจำกัดอยู่เพียงยอดเขาพระวิหารและพื้นที่ดังกล่าวจะต้องเล็ก แคบ และจำกัด ดังนั้น ศาลจึงชี้ขาดว่าไทยต้องถอนบุคลากรทั้งหมดออกจากดินแดนทั้งหมดของยอดเขาพระวิหาร ซึ่งอธิบายขอบเขตไว้ในวรรค 98 แต่ศาลไม่ได้แนบแผนที่ประกอบ จึงไม่มีเส้นให้เห็นได้ ซึ่งศาลรับทราบข้อต่อสู้ของไทย ว่าเป็นการยากที่จะถ่ายทอดเส้นบนแผนที่1:200,000 ลงบนพื้นที่จริง
แต่ประเด็นนี้ศาลในปี 1962 ไม่ได้พิจารณา จึงอยู่นอกอำนาจศาลในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี คู่กรณีจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในปัจจุบันโดยสุจริต และการถ่ายทอดเส้นแผนที่ 1:200,000 ลงพื้นที่จริงได้ ไม่อาจดำเนินการฝ่ายเดียวได้
ส่วนประเด็นความเชื่อมโยงในวรรค 2 กับส่วนที่เหลือของข้อบทปฏิบัติการ ซึ่งศาลตีความว่า ดินแดนพื้นที่เล็กๆ ที่เป็นบริเวณใกล้เคียงตามวรรค 2ตามข้อบทปฏิบัติการในปี 1962 นั้นมีขนาดเท่ากับอาณาบริเวณในวรรค 3 และมีขนาดเท่ากับในวรรค 1 ของข้อบทปฏิบัติการ ซึ่งทั้งหมดมีขนาดเท่ากับยอดเขาพระวิหารที่ศาลได้อธิบายไว้วรรคที่ 98 ของคำพิพากษาฉบับปัจจุบัน
ประเด็นที่ 7 เป็นประเด็นที่ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยมี 2 ประเด็น คือ 1.ประเด็นว่าศาลในปี 1962 ได้กำหนดเส้นเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาโดยมีผลผูกพันหรือไม่ 2.พันธกรณีของการถอนกำลังทหารของไทยเป็นพันธกรณีต่อเนื่องตามความหมายของคำขอของกัมพูชาหรือไม่ ซึ่งทั้ง 2ประเด็นนี้ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย
ประเด็นที่ 8 ประเด็นที่ศาลระบุเพิ่มเติม โดยศาลระบุว่า ไทย-กัมพูชาต้องร่วมมือกัน อีกทั้งต้องร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อปกป้องปราสาทในฐานะที่เป็นมรดกโลก และจำเป็นต้องให้มีทางเข้าปราสาทจากที่ราบในฝั่งกัมพูชา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น